ไคโตซาน คืออะไร?
ไคโตซาน คืออะไร?
ไคโตซาน เป็นอนุพันธ์ของไคติน ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่พบมากตามธรรมชาติ โดยมักพบในสัตว์ประเภทที่มีกระดองแข็ง มีเปลือกหุ้ม และขาเป็นปล้อง เช่น ปู กุ้ง กั้ง แมลงต่างๆ รวมถึงกลุ่มของเห็ดและรา โดยมีหมู่อะมิโนที่แสดงถึงคุณสมบัติในการละลายในกรดอินทรีย์เจือจาง สามารถจับกับไอออนของโลหะได้ดี และยังเป็นสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพอีกด้วย
คุณประโยชน์ในด้านต่างๆ ของไคโตซาน
ด้านอาหาร ไคโตซานมีสมบัติในการต่อต้านจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด โดยมีกลไก คือ ไคโตซานซึ่งมีประจุบวก สามารถจับกับเซลล์เมมเบรนของจุลินทรีย์ที่มีประจุลบได้ ทำให้เกิดการรั่วไหลของโปรตีน และสารอื่นๆของเซลล์ ในหลายประเทศได้ขึ้นทะเบียนไคติน และไคโตซานให้เป็นสารที่ใช้เติมในอาหารได้ โดยนำไปใช้ทดแทนสารกัดบูด สารช่วยรักษา กลิ่น รส และสารให้ความข้น ใช้เป็นสารเคลือบอาหาร ผัก และผลไม้ เพื่อรักษาความสด หรือ ผลิตในรูปฟิล์มที่รับประทานได้ (edible film) สำหรับบรรจุอาหาร
ด้านการแพทย์ ไคติน-ไคโตซานเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติสามารถเข้าได้กับร่างกายมนุษย์ ไม่เกิดการต่อต้านจากร่างกาย ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์อีกด้วย ส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียไบพิดัสในลำไส้ ต่อต้านมะเร็ง ช่วยลดสารพิษ และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและจุลชีพบางชนิดที่เป็นอันตรายในระบบทางเดินอาหาร จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าสามารถย่อยสลายได้ภายในสัตว์ เนื่องจากมีเอนไซม์หลายชนิดสามารถย่อยสลายได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นวัสดุนำส่งสารต่างๆ ควบคุมการดูดซึมและการปลดปล่อยสารต่างๆ อีกด้วย
ด้านอาหารเสริม ไคโตซานมีขนาดโมเลกุลขนาดใหญ่และจับตัวกับไขมัน ทำให้ไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหารและจะถูกขับถ่ายออกมา ในวงการเภสัชกรรมจึงได้นำคุณสมบัติดังกล่าว มาใช้กับการรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก คอเลสเตอรอล ไขมัน และไตรกรีเซอร์ไรด์ ช่วยป้องกันโรคไขมันในหลอดเลือดหัวใจ ไขมันในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบ รวมทั้งจับยังมีคุณสมบัติในจับตัวกับโลหะหนักในร่างกาย จึงช่วยป้องกันอาการเกิดพิษจากโลหะหนัก กำจัดอิออนของเกลือ (สารประกอบของโซเดียมคลอไรด์) แต่การรับประทานมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียเช่นกัน เนื่องจากไขมันตัวช่วยในการละลายวิตามินที่สำคัญบางชนิด ดังนั้นหากรับประทานไคโตซานมากเกินไปก็มีโอกาสทำให้ร่างกายขาดวิตามินได้นั่นเอง
ด้านการเกษตร ช่วยกระตุ้นให้พืชสร้างเอนไซม์เบต้ากลูคาเนส เกิดสารจำพวกลิกนิน แทนนิน ใบพืช จะหนาเขียว สวย มีนวล ป้องกันการกัด-เจาะจากแมลงสัตว์พืช สังเกตเมื่อใช้ไปสักระยะผิวใบพืชจะมันวาว และยังสามารถใช้ได้กับพืชปักชำ ช่วยกระตุ้นและเร่งราก ช่วยป้องกันและยับยั้งสาเหตุของโรคพืชในกลุ่มของเชื้อราและแบคทีเรีย รบกวนการกัดกินจากแมลงศัตรูพืช ทนต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน พืชสามารถสร้างภูมิต้านทานได้เอง รวมถึงช่วยฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินให้สมบูรณ์ เช่น ไตรโคเดอม่า และ เมธาไรเซียม อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพดินด้วย ช่วยแก้ไขปัญหาโรครากเน่า โคนเน่า โรคราน้ำค้าง ราสนิม มีคุณสมบัติเป็นสารจับใบธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยให้จับกับยาตัวอื่นๆได้ดี และไม่สูญสลายไปกับน้ำ พืชสามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน ลดการใช้ปุ๋ยและยาลง จึงทำให้ประหยัดต้นทุนของเกษตรกรได้มากขึ้นอีกด้วย


