ไคโตซาน(Chitosan)ผลการวิจัยและทดลองใช้สารไคติน-ไคโตซานในทางการแพทย์

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในปุ๋ยหมักชีวภาพและบทบาทในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

เปิดโลกจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักชีวภาพ ตัวจิ๋วที่ทำให้ดินมีชีวิต

หลายคนที่เริ่มปลูกผัก ทำสวน หรือแค่เปลี่ยนขยะในครัวให้กลายเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ คงเคยได้ยินชื่อจุลินทรีย์ผ่านหูมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น EM แบคทีเรียย่อยสลาย หรือเชื้อราที่ช่วยให้พืชโตไว แต่รู้ไหมว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วพวกนี้คือตัวช่วยสำคัญในการฟื้นฟูดินให้กลับมามีชีวิต เติมสารอาหารให้พืชแบบไม่ต้องใช้สารเคมี และยังลดขยะอินทรีย์ในบ้านได้อีกด้วย


บทความนี้จะพาไปรู้จักกับจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักชีวภาพแบบเข้าใจง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐานวิทย์ก็อ่านได้ รู้จักพวกมันให้มากขึ้น พร้อมเรียนรู้ว่าแค่ขยะเปียกและจุลินทรีย์บางชนิดก็สามารถเนรมิตดินที่เคยแห้งแล้งให้กลับมาร่วนซุยและมีชีวิตชีวาได้ดังเดิม


จุลินทรีย์คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญในดินและปุ๋ยหมักชีวภาพ

ถ้าดินคือบ้านหลังใหญ่ จุลินทรีย์ก็คือเหล่าผู้อยู่อาศัยที่ทำให้บ้านหลังนี้มีชีวิต มีพลัง และพร้อมให้พืชเจริญเติบโตได้ดีแบบไม่ต้องง้อปุ๋ยเคมี

พูดง่ายๆ จุลินทรีย์ก็คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่เล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อาศัยอยู่ในดิน ในน้ำ หรือแม้แต่ในของเสีย และพวกมันไม่ได้มีแค่สายพันธุ์เดียว แต่มีเป็นล้านๆ แบบ ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ หรือแม้แต่จุลินทรีย์แอนแอโรบิกที่ไม่ต้องการอากาศก็อยู่ได้ แม้จะตัวจิ๋ว แต่แต่ละตัวก็มีหน้าที่เฉพาะของมัน เช่น บางตัวเก่งเรื่องย่อยสลายเศษอาหาร บางตัวช่วยตรึงไนโตรเจนในดิน หรือบางสายพันธุ์ก็ช่วยยับยั้งเชื้อโรคในดินได้อีกต่างหาก

และสำหรับปุ๋ยหมักชีวภาพ จุลินทรีย์ก็ไม่ได้มาอยู่เฉยๆ แต่พวกมันทำหน้าที่ย่อยสลายของเหลือจากครัว ของเน่าเสีย หรือวัสดุอินทรีย์ต่างๆ ให้กลายเป็นอาหารชั้นดีของดิน ที่เราเรียกกันว่า “ฮิวมัส” หรือดินดีที่มีชีวิตนั่นเอง


ปุ๋ยหมักชีวภาพคืออะไร? มีจุลินทรีย์ตัวไหนอยู่บ้าง

ปุ๋ยหมักชีวภาพคือปุ๋ยที่ได้จากการหมักเศษอาหาร เศษพืช ใบไม้ หรือของเหลือจากครัวร่วมกับจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายของพวกนั้นให้กลายเป็นอินทรียวัตถุที่มีประโยชน์ต่อดินและพืช กระบวนการนี้อาจจะใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับสูตรหมักและสิ่งแวดล้อม เช่น ความชื้น อากาศ และประเภทของจุลินทรีย์ที่ใช้ โดยจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักชีวภาพที่มักโผล่มาอยู่ในกองปุ๋ยเรื่อยๆ ก็คือ

  • จุลินทรีย์ย่อยสลาย (Decomposer Microbes) : เช่นแบคทีเรียสายพันธุ์ Bacillus หรือ Actinomycetes ที่เชี่ยวชาญในการสลายใบไม้ เศษอาหาร หรือเศษพืชให้กลายเป็นอาหารของดินแบบรวดเร็วทันใจ
  • จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน : ตัวอย่างเช่น Azotobacter หรือ Rhizobium ที่ช่วยเติมไนโตรเจนให้ดิน ทำให้พืชเขียวสวย โตไว ไม่โทรม
  • เชื้อรา (Fungi) : เช่น Trichoderma ที่ทั้งช่วยย่อยวัสดุแข็งๆ อย่างเศษไม้ใบไม้ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราตัวร้ายในดินอีกด้วย
  • ยีสต์ (Yeast) : ยีสต์ที่ใส่ขนมปังก็มีบทบาทเหมือนกัน โดยเฉพาะในสูตรหมักที่ต้องการความร้อนหรือเร่งกระบวนการย่อยให้เร็วขึ้น


บทบาทของจุลินทรีย์ในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

หลายคนอาจจะนึกว่าดินดีคือดินที่มีสีเข้ม ร่วนซุย หรือมีปุ๋ยเยอะๆ ใส่เข้าไป แต่ความจริงแล้วความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับสิ่งที่เราเติมเข้าไปอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีชีวิตในดินด้วย โดยเฉพาะเจ้าตัวจิ๋วที่ชื่อว่าจุลินทรีย์ มาดูกันว่าพวกมันช่วยเราเรื่องอะไรบ้าง

  • ย่อยสลายอินทรียวัตถุ เปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นพลังงานดิน
    เศษผัก เศษผลไม้ ใบไม้แห้ง หรือเปลือกไข่ ที่เราทิ้งๆ กันไป จริงๆ แล้วเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของดิน ถ้ามีจุลินทรีย์อยู่ในระบบ พวกมันจะทำหน้าที่เหมือนสายย่อยขั้นเทพ เปลี่ยนของเหลือให้กลายเป็นอินทรียวัตถุเล็กๆ ที่รากพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้

  • สร้างโครงสร้างดินดี ดินร่วนซุย ไม่แน่น ไม่แข็ง
    ถ้าดินแห้ง แข็ง กดไม่ลง นั่นแปลว่าดินไม่มีชีวิต จุลินทรีย์บางชนิดจะช่วยเชื่อมเม็ดดินให้มีช่องว่างอากาศ สร้างความร่วนซุย ทำให้รากพืชแทรกลงไปได้ง่าย น้ำซึมได้ดี แถมยังไม่จับตัวเป็นแผ่นแข็งเมื่อโดนแดดแรงๆ อีกด้วย

  • เพิ่มธาตุอาหารให้พืชแบบไม่ต้องใช้สารเคมี
    จุลินทรีย์บางสายพันธุ์สามารถเปลี่ยนสารอาหารที่อยู่ในดินให้อยู่ในรูปที่พืชดูดซึมได้ เช่น ตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้กลายเป็นไนโตรเจนในดิน หรือช่วยละลายฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปที่พืชเอาไปใช้ไม่ได้ ให้กลายเป็นฟอสฟอรัสที่พืชดูดได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่ม


วิธีใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพให้ได้ผลจริง

ปุ๋ยหมักชีวภาพดีๆ ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีก็อาจได้ผลไม่เต็มที่ เหมือนมีของดีแต่ใช้ไม่เป็น วันนี้เราเลยรวบรวมทริกง่ายๆ ที่จะช่วยให้การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพเห็นผลจริง ดินดีขึ้น ต้นไม้โตไว แถมยังประหยัดงบปุ๋ยไปได้เยอะ

  1. ใช้กับดินที่ “เปิดรับ” อินทรีย์วัตถุ
    ก่อนจะใส่ปุ๋ยหมักต้องลองดูสภาพดินก่อน ถ้าดินแน่น แข็ง หรือแห้งมากๆ ควรคลายดินก่อนด้วยการพรวนเบาๆ เพื่อเปิดทางให้จุลินทรีย์ได้ทำงาน ดินที่ร่วนซุยนิดๆ จะดูดซึมปุ๋ยได้ดีกว่า และช่วยให้รากพืชขยายตัวได้ง่ายขึ้น

  2. ใส่เป็นชั้นบางๆ ไม่ต้องโปะหนา
    หลายคนคิดว่ายิ่งใส่ปุ๋ยเยอะพืชจะยิ่งโตไว แต่นั่นผิดถนัดเลย จริงๆ แล้วการใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ ควรโรยเป็นชั้นบางๆ รอบโคนต้น หรือผสมเข้ากับดินปลูกในอัตราส่วนประมาณ 1:3 (ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ต่อดินปลูก 3 ส่วน) เพื่อให้จุลินทรีย์กระจายตัวได้ทั่วๆ ไม่อัดแน่นเกินจนเกิดการหมักเหม็น

  3. รดน้ำตาม แต่ไม่ต้องแฉะ
    จุลินทรีย์ต้องการความชื้นในการทำงาน แต่ถ้าน้ำมากไปก็จะกลายเป็นแฉะจนเน่าแทน วิธีที่ดีที่สุดคือรดน้ำพอชุ่มๆ ให้ดินชื้นเหมือนฟองน้ำบีบหมาดๆ แล้วคอยเช็กทุก 2-3 วันว่าแห้งไปไหม โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน

  4. เสริมด้วยเศษพืช หรือวัสดุคลุมดิน
    ถ้ามีใบไม้แห้ง ฟาง หรือเศษพืชที่สับแล้ว ลองใช้คลุมหน้าดินไว้หลังใส่ปุ๋ยหมัก จะช่วยรักษาความชื้น และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเติบโตของจุลินทรีย์ เหมือนเราปูผ้าห่มให้น้องจุลินทรีย์นอนสบายๆ ทำงานได้เต็มที่


ผลลัพธ์จากการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพจะค่อยๆ เห็นชัดขึ้นในระยะกลางถึงยาว อาจไม่โตเปรี้ยงใน 3 วัน 7 วัน แต่ดินจะดีขึ้นแบบยั่งยืน รากแน่น ใบเขียว พืชไม่โทรมง่าย แถมยังลดโรคจากดินได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ก็ชัดเลยว่าจุลินทรีย์เป็นหัวใจสำคัญของดินที่มีชีวิต และปุ๋ยหมักชีวภาพก็คือหนึ่งในทางเลือกที่ดีต่อโลกและดีต่อสวนของเรา ช่วยให้พืชแข็งแรง ดินไม่เหนื่อย และเราเองก็ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีไปได้เยอะเลย

ใครที่อยากเริ่มใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพดีๆ แบบไม่ต้องหมักเองให้วุ่นวาย ขอแนะนำผลิตภัณฑ์จาก สินอุดมเกษตรภัณฑ์ ผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญด้านปุ๋ยหมักชีวภาพและไคโตซานสำหรับเกษตรโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ ยากันเชื้อรา ไปจนถึงอาหารเสริมดิน ที่ตอบโจทย์การเพาะปลูกในทุกระดับ ที่สำคัญคือทางแบรนด์ยังใส่ใจเรื่องความยั่งยืน และส่งต่อผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้กับหลากหลายภาคส่วนในอาเซียนด้วย 

เริ่มต้นดูแลดินให้มีชีวิต แค่เลือก ปุ๋ยหมักชีวภาพ ที่มี “จุลินทรีย์ตัวจริง” ช่วยดูแลแทนเราได้ทุกวันติดต่อ สินอุดมเกษตรภัณฑ์

โทร : 077-945-098 (ฝ่ายสำนักงาน)
โทร : 061-856-1699 (ฝ่ายขาย)
โทร : 099-465-9428 (ฝ่ายผลิต)
Line ID : @sinudomchitosan
E-mail : sinudom@chitosanthai.com

iconiconiconlinemail